3.1 PCI Card
การ์ดอีเทอร์เนตไร้สายแบบนี้นั้นจะมีเสาส่งสัญญาณแบบ Dipole ให้มา
ด้วย 1 เสา ถอดเปลี่ยนได้มาให้พร้อมกัน ซึ่งผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะ
ปรับองศาให้หันไปทิศทางที่ Access Point ตั้งอยู่เพื่อให้ประสิทธิภาพ
การแลกเปลี่ยนสัญญาณระหว่างกันนั้นดีขึ้นได้
3.2 PCMCIA Card
ลักษณะของตัวการ์ดจะมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิต บางเบาและน้ำหนัก
น้อยจึงสามารถติดตั้งเข้ากับสล๊อตแบบ PCMCIA ของเครื่องคอมพิว-
เตอร์โน้ตบุ๊กได้โดยง่ายทีเดียว
3.3 Access Point
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เป็นตัวกลางในการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอม-
พิวเตอร์ที่ติดตั้งการ์ดเครือข่ายไร้สายให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
ลักษณะการทำงานเป็นเช่นเดียวกับ Hub ที่ใช้กับระบบเครือข่ายใช้สาย
โดย Access Point จะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับ
เครือข่ายใช้สายที่ใช้งานกันอยู่
4. สัญญาณรบกวน (Noise)
สัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ที่เข้ามารวมกับสัญญาณเอาท์พุตทำให้ค่าที่
ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยทั่วไปสัญญาณรบกวนมีหลายชนิดเกิดจาก
หลายสาเหตุ เราสามารถแบ่งนอยส์ออกได้ 4 ชนิดดังนี้
4.1 นอยส์บรรยากาศ
เกิดขึ้นจากความแปรปรวนของอากาศที่ห่อหุ้มโลก เช่น ฟ้าแลบ หรือ
ฟ้าผ่า ก่อให้เกิดคลื่นวิทยุแผ่กระจายไปรอบโลก นอยส์บรรยากาศ
สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแม้จะไม่มีฝนฟ้าคะนองก็ตาม
4.2 นอยส์จากอวกาศ
เกิดจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นับล้านดวงในจักรวาล ดวงอาทิตย์
จะแผ่พลังงานออกมาโดยมีสเปกตรัมมีความถี่กว้างมาก พลังงานนั้น
ปรากฏออกมาเป็นนอยส์คงที่ อย่างไรก็ตามที่ผิวดวงอาทิตย์ยังมีความ
แปรปรวนอื่นๆอีก เช่น จุดบนดวงอาทิตย์การลุกโชติช่วง ซึ่งก่อให้เกิด
นอยส์ขึ้นอีกนอกจากนี้ดวงอาทิตย์บางดวงที่ไกลออกไปจากระบบ
สุริยะจักรวาล ก็สามารถ ทำให้เกิดนอยส์มายังโลกได้
4.3 นอยส์ที่เกิดจากสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น
ได้แก่ นอยส์ที่เกิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าเช่น พัดลม ที่เป่าผมเครื่องดูดฝุ่น
นอกจากนี้ยังมีนอยส์จากระบบจุดระเบิดของรถยนต์ การรั่วของสายไฟ
แรงสูงหลอดไฟฟูลออเรสเซนส์
4.4 นอยส์ภายในตัวอุปกรณ์ในเครื่องรับ
แยกเป็น 2 ประเภท คือ นอยส์อุณหภูมิ ( Thermal noise ) และ
ช๊อตนอยส์ ( Shot noise ) นอยส์อุณหภูมิเกิดจากการเคลื่อนที่ของ
อิเล็กตรอนในตัวอุปกรณ์ บางครั้งเรียกว่าจอห์นสันนอยส์( Johnson
noise ) ส่วนช๊อตนอยส์ ์เกิดขึ้นใน อุปกรณ์แอกตีฟ( Active device )
ทุกชนิด เนื่องจากการรวมตัวของอิเล็กตรอนกับโฮล ( hole ) เช่น
ในทรานซิสเตอร์ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ
5. การลดทอนสัญญาณ
5.1 การลดทอนสัญญาณของคลื่นตามระยะทาง
การลดทอนนี้เกิดจากความแรงของสัญญาณที่ลดลงซึ่งแปรผันกับ
ระยะทาง ที่เกิดขึ้นในสภาวะสุญญากาศ โดยไม่มีตัวแปรอื่นๆ มา
เกี่ยวข้องในสภาวะนี้จะไม่มีสิ่งกีดขวางมาเกี่ยวข้อง เราเรียกค่านี้ว่า
"อัตราลดทอนในสภาวะสุญญากาศ (Free Space Loss)"
5.2 การลดทอนของคลื่นที่เดินทางผ่านตัวกลาง
การลดทอนของคลื่นที่เดินทางผ่านตัวกลางที่มีความสามารถดูด
ซับสัญญาณได้ เช่น ต้นไม้ ผนัง หน้าต่าง กระจก หรือพื้นอาคาร
อัตราการลดทอนนั้นจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของวัตถุ ยิ่งวัตถุนั้นมี
ความหนาก็จะมีอัตราลดทอนที่สูง โดยทั่วไปจะมีค่าดังต่อไปนี้
- ต้นไม้ มีอัตราการลดทอนอยู่ระหว่าง 10-20 dB โดยจะขึ้นอยู่กับ
ขนาดและประเภทของต้นไม้ ที่มีใบมากจะมีอัตราการลดทอนที่สูง
- ผนัง มีอัตราการลดทอนอยู่ระหว่าง 10-15 dB โดยจะขึ้นอยู่กับ
ความหนาและวัสดุที่ใช้ ถ้าเป็นผนังยิปซัมเบาจะมีอัตราการลดทอน
น้อยกว่าผนังปูนและอิฐ
- พื้นอาคาร มีอัตราการลดทอนระหว่าง 12-27 dB โดยจะขึ้นอยู่กับ
ความหนาและวัสดุที่ใช้ หากเป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวนมาก
จะมีอัตราการลดทอนที่สูงกว่าปกติและถ้าเป็นพื้นไม้จะมีอัตราการ
ลดทอนที่ต่ำกว่ามาก
- กระจก มีอัตราการลดทอนไม่มาก แต่ถ้าเป็นกระจกเคลือบปรอท
ป้องกันความร้อนจะมีอัตราการลดทอนที่สูงกว่า
6. เทคโนโลยี Spread Spectrum
การส่งสัญญาณแบบสเปรดสเปกตรัม(Spread Spectrum) คือ
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีแนโรว์แบนด์และบรอดแบนด์คือ
ช่วงความถี่ที่ใช้จะกว้างแต่จะแบ่งออกเป็นช่องสัญญาณย่อยหลายๆ
ช่อง แล้วส่งสัญญาณโดยใช้ช่องสัญญาณทีละช่อง ระบบเครือข่าย
ไร้สายส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีนี้ จุดประสงค์ของการออกแบบเทค
โนโลยีนี้ คือ การใช้ช่องความถี่กว้าง ทำให้สัญญาณมีกำลังมากขึ้น
ทำให้การรับสัญญาณง่ายขี้น เทคโนโลยีนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
คือ
6.1 Frequency Hopping : เทคโนโลยีนี้จะใช้สัญญาณแบบแน-
โรว์แบนด์ แต่จะทำการเปลี่ยนความถึ่ตามลำดับที่ทั้งฝั่งรับและฝั่ง
ส่งให้เข้าใจตรงกันซึ่งลำดับนี้จะดูเหมือนกับเป็นแบบสุ่ม(Random)
สำหรับสถานีอื่น
6.2 Direct Sequence : จะใช้ช่วงความถึ่ความกว้างในการส่งสัญ-
ญาณ แต่จะมีวิธีการกู้ข้อมูลด้วยการสร้างบิตเพิ่มเติม ซึ่งจะเริยกว่า
ชิปปิ้งโค้ด (Chipping Code) ขนาดโค้ดนี้ยิ่งยาวเท่าใดยิ่งทำให้
ความเป็นไปได้ในการกู้ข้อมูลสูงมากขึ้น แต่ก็จะใช้ Bandwidth
เพิ่มขึ้น ( Bandwidth คือ ค่าที่แตกต่างระหว่างความถี่ต่ำสุดและ
ความถี่สูงสุดในช่วงความถี่ช่วงความถี่ที่ใช้ส่งสัญญาณ
6.3 High Rate/Direct Sequencing Spread Spectrum :
เทคนิคการส่งจะคล้ายกับ Direct Sequence แต่ส่งในอัตราที่สูง
กว่า
6.4 OFDM :
- Orthogonal Frequency Division Multiplex5(OFDM5) :
จะใช้เทคนิคของการมัลติเพล็กซ์ความถึ่ในการส่งสัญญาณโดย
สัญญาณที่ส่งไปจะมีความถึ่ 5 กิกะเฮิร์ต(GHz)
- Orthogonal Frequency Division Multiplex24 (OFDM24) :
จะใช้เทคนิคของการมัลติเพล็กซ์ความถึ่ในการส่งสัญญาณโดย
สัญญาณที่ส่งไปจะมีความถึ่ 2.4 กิกะเฮิร์ต(GHz)
Read more: http://locationproject.blogspot.com/